|
| ||||
|
ต.โคกสลุง อ.พัฒนานิคม หมู่บ้าน OTOP สร้างชื่อเมืองลพบุรี |
||||
| จ.ลพบุรี นอกจากมีแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย ปัจจุบันได้มีการท่องเที่ยวที่เรียกว่า | ||||
| Home stay คือ การเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้าน ซึ่งการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ทำให้นักท่องเที่ยวมีทั้งความสนุกสนาน สัมผัส | ||||
| บรรยากาศดั้งเดิมและเข้าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เช่นเดียวกับที่ จ.ลพบุรี มีหมู่บ้านของชาวไทยเบิ้ง ต.โคกสลุง อ.พัฒนานิคม | ||||
| ที่ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวเข้าไปร่วมกินบรรยากาศ ร่วมสัมผัสประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และร่วมถ่ายทอดภูมิปัญญาของคนไทย แต่ก่อนที่ | ||||
| จะเข้าไปสัมผัสลองมาศึกษาความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับชาวไทยเบิ้งกันก่อนดีกว่าค่ะ | ||||
|
|
||||
| ที่อยู่อาศัยชาวไทยเบิ้ง ชาวไทยเบิ้ง | ||||
| ไทยเบิ้ง ไทยเดิ้งหรือไทยโคราช เป็นกลุ่มชนอีกท้องถิ่นหนึ่ง ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสัก และยังตั้งถิ่นฐาน | ||||
| กระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดอื่นๆ ได้แก่ | ||||
| จังหวัดลพบุรี อำเภอพัฒนานิคม, อำเภอชัยบาดาล, อำเภอโคกสำโรง และอำเภอสระโบสถ์ | ||||
| จังหวัดสระบุรี อำเภอวังม่วง | ||||
| จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอศรีเทพ และอำเภอวิเชียรบุรี | ||||
| จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอนางรอง, อำเภอหานทราย, อำเภอหนองกี่, อำเภอเมือง และอำเภอลำปลายมาศ | ||||
| จังหวัดชัยภูมิ อำเภอจัตุรัส และอำเภอบำเหน็จณรงค์ | ||||
| จังหวัดนครราชศรีมา ทุกอำเภอ ยกเว้น อำเภอที่ชาวไทยลาวมากกว่าเช่น อำเภอหนองบัวใหญ่ อำเภอสูงเนิน | ||||
| กลุ่มวัฒธรรมไทยเบิ้ง | ||||
| ไทยเดิ้งหรือไทยโคราช กลุ่มนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ แต่เป็นกลุ่มเดียวกันจึงมีคำจำกัดความไว้สำหรับคนไทยกลุ่มนี้ว่า "เป็นกลุ่มที่ใช้ | ||||
| ภาษาไทยภาคกลางเพี้ยน เหน่อ น้ำเสียงห้วนสั้น ภาษาที่นิยมพูดจะลงท้ายประโยคด้วยคำว่า 'เบิ้ง' (มีภาษาไทยลาวปะปนอยู่บ้าง)" คำพื้นฐานทั่วไป | ||||
| ของชาวไทยเบิ้งตรงกับภาษาไทยภาคกลาง ชาวไทยเบิ้งมีขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒธรรมคล้ายกลุ่มชนไทยภาคกลาง แต่ยังมีลักษณะ | ||||
| บางอย่างที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชน เช่น ภาษา ความเชื่อ เพลงพื้นบ้าน เครื่องมือเครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพ การทอผ้ารวมทั้ง | ||||
| การละเล่นต่างๆ | ||||
| ประวัติการตั้งถิ่นฐานแถบลุ่มแม่น้ำป่าสัก | ||||
| การขุดค้นพบทางโบราณคดีในพื้นที่กลุ่มชัยบาดาล กลุ่มมะนาวหวาน และกลุ่มหนองบัว โดยกรมศิลปกร ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 - | ||||
| 2540 รวม 18 แห่ง สรุปได้ดังนี้ | ||||
|
|
||||
| โครงกระดูก กำไลหยก กำไลสัมฤทธิ์ ขวานหินขัด | ||||
| การตั้งถิ่นฐานเก่าสุดตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ในพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำลพบุรีมีอายุราว 3,000 - 3,500 ปีก่อน และยังมี | ||||
| การตั้งถิ่นฐานต่อเนื่องในยุคสมัยต่อๆ มาอีก เช่น สมัยทวารดี ยุคสมัยรับอิทธิพลเขมร ยุคสมัยอยุธยา ได้ค้นพบ ภาชนะดินเผา, ภาชนะสำริด, | ||||
| ขวานหินขัด, ขี้แร่ และเครื่องประดับร่างกาย (กำไลหิน) ฯลฯ | ||||
| แหล่งโบราณคดียุคสมัยนี้ได้แก่ แหล่งโบราณคดีบ้านชัยบาดาล (ตำบลชัยบาดาล อำเภอชัยบาดาล) แหล่งโบราณคดีบ้านท่าฤทธิ์ | ||||
| แหล่งโบราณคดีหนองม้ามันและแถบใกล้เคียง (ตำบลมะนาวหวาน อำเภอพัฒนานิคม) แหล่งโบราณคดีบ้านหนองบัว (ตำบลหนองบัว อำเภอ | ||||
| พัฒนานิคม) การค้นพบโบราณวัตถุและศิลปกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นหลักฐานที่เชื่อมโยงเรื่อง การตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวไทยเบิ้งในเขตลุ่มแม่น้ำป่าสัก | ||||
| และบริเวณใก้ลเคียง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้ | ||||
| ประเพณีและความเชื่อของชาวไทยเบิ้ง | ||||
| ประเพณีชาวไทยเบิ้งก็ไม่ต่างจากชาวไทยกลุ่มอื่นมากนัก และในเรื่องความเชื่อบางอย่าง ก็มีเหตุผล และบางอย่างก็ไม่มีเหตุผล | ||||
| ความเชื่อดังกล่าวจึงทำให้เกิดผล 2 ประการ คือ ทำให้เกิดข้อห้ามไม่ควรปฏิบัติ และข้อควรปฏิบัติซึ่งเชื่อว่าเมื่อปฏิบัติแล้วจะเกิดศิริมงคล เกิดผลดี | ||||
| มีความมั่นคงทางจิตใจและเกิดความสามัคคีในหมู่คณะ | ||||
| ความเชื่อของชาวไทยเบิ้ง ที่ยึดถือปฏิบัติกันมา คือ | ||||
| 1. ความเชื่อเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ | ||||
| 2. ความเชื่อเกี่ยวกับยากลางบ้าน | ||||
| 3. ความเชื่อเกี่ยวกับโชคลาง | ||||
| 4. ความเชื่อเกี่ยวกับนิมิตและความฝัน | ||||
| 5. ความเชื่อเกี่ยวกับไสยาศาสตร์ ของคลัง คาถาอาคม ผ้ายันต์ ตะกรุด ลูกประคำ | ||||
| 6. ความเชื่อเรื่องลักษณะของคนและสัตว์ | ||||
| 7. ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือศาสนา | ||||
| 8. ความเชื่อเรื่องเคล็ด | ||||
| 9. ความเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ ผีกระสือ | ||||
| 10. ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ | ||||
| 11. ความเชื่อด้านโหราศาสตร์ หมอดู | ||||
| 12. ความเชื่อเกี่ยวกับการทำมาหากิน | ||||
| ความคิด ความเชื่อที่ยึดถือปฏิบัติกันมาจนตลอดเป็นประเพณี จึงเป็นรากฐานส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิถีชีวิตของคนในสังคม และ | ||||
| ปรากฏ ในทุกขั้นตอนของการดำรงชีวิต ซึ่งโบราณได้กำหนดขั้นตอนที่สำคัญของชีวิต มี 4 ครั้ง คือ ตอนเกิด บวช แต่งงาน และตอนตาย เมื่ออายุแต่ | ||||
| ละคน ผ่านถึงวัยหรือมาถึงขั้นตอนของชีวิตดังกล่าวจึงนิยมจัดทำพิธีต่างๆ เพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง | ||||
| ภูมิปัญญาต่างๆ พื้นฐานความรู้ความสามารถในการดำรงชีวิตของชาวไทยเบิ้งและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ มีดังนี้คือ | ||||
|
|
||||
| ตะกร้า สุ่ม อีแอบ | ||||
| ด้านอาชีพ ได้อาศัยประโยชน์จากสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่อยู่ใกล้เคียงเช่น การทำไต้ การทำลาน ส่วนอื่นๆ คือ การทำ | ||||
| ไร่ ทำนา หาปลา โดยมีเครื่องมือ ประกอบอาชีพส่วนใหญ่ทำจากไม้ไผ่ เป็นเครื่องมือดำรงชีวิตบางชิ้นเช่น ตระกร้าถือ มีรูปแบบคล้ายกระบุงเล็ก มี | ||||
| ลักษณะเป็นเอกลักษณ์ประจำกลุ่มของชาวไทยเบิ้ง | ||||
| ผ้าทอ กลุ่มชนชาวไทยเบิ้งที่อาศัยบริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสักรูปแบบการทอ จะทอลวดลายแบบง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อนลวดลาย | ||||
| ที่ได้จะเกิดจากการใช้สีต่างกันระหว่างเส้นด้ายพุ่งและเส้นด้ายยืน สีนิยมใช้สีเข้มและเป็นสีที่ตัดกันมากกว่าสีกลมกลืน เพราะทำให้สิ่งทอไม่ค่อย | ||||
| สกปรกและเก่าเร็วจะทำให้ใช้ได้นานที่สุด | ||||
| ผ้าทอเอกลักษณ์ ของชุมชนกลุ่มนี้ คือ นิยมผ้าฝ้าย ทำลวดลายผ้าเป็นลายตารางรูปสี่เหลี่ยม ปกติทอไว้ใช้เอง เช่น ผ้าปู | ||||
| ที่นอน หมอน ผ้าถุง ผ้าขาวม้า ย่าม แต่เดิมการทอผ้าของชาวไทยเบิ้งได้เตรียมการทอผ้าทุกขั้นตอนตั้งแต่ปลูกฝ้าย ปั่นด้าย ย้อมสีด้าย ฯลฯ ปัจจุบัน | ||||
| ซื้อเส้นด้ายย้อมสีสำเร็จรูปมาทอบางครอบครัวทอไว้สำหรับขายเช่น ผ้าขวาม้าและย่าม เป็นต้น | ||||
|
|
||||
| ผ้าขาวม้าลายตาราย ผ้าขาวม้าลายตาคู่ ย่าม | ||||
| การแต่งกาย ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยเบิ้ง เริ่มตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่ ชายและหญิง การแต่งกายคล้ายคนไทยแถบภาค | ||||
| กลางและแถบนครราชสีมา ทั้งลักษณะของแบบเสื้อ ผ้านุ่ง ทรงผม และการแต่งหน้า เสื้อที่ใช้ในแต่ละวันคล้ายๆ กัน เช่น | ||||
|
|
||||
| ผู้หญิง ใช้เสื้อกระโจม เสื้ออีแปะ ต่อมาเป็นเสื้อปกฮาวาย ปกเชิ้ต และปกตามสมัยนิยม ผ้านุ่ง คือ ผ้าโจงกระเบน | ||||
| และนุ่งผ้าถุง (ส่วนใหญ่สตรีสูงอายุนุ่ง) | ||||
| ผู้ชาย ใช้เสื้อ คอกลม เสื้อกุยเฮง คอกระบอก ต่อมาเป็นปกฮาวาย ปกเชิ้ต นุ่งผ้าโจงกระเบน กางเกงขาก๊วย กางเกง | ||||
| แพร กางเกงขาสั้น กางเกงขายาวและผ้านุ่งตาหมากรุก การแต่งกายของชาวไทยเบิ้งยังคงรักษารูปแบบการแต่งกายไว้เป็นอย่างดีจนถึงปัจจุบัน | ||||
| อาหาร ชาวไทยเบิ้งใช้วัตถุดิบจากธรรมชาตินำมาผลิต และใช้ปรุงอาหาร การปรุงอาหารเป็นวิธีการปรุงอาหารแบบง่ายๆ | ||||
| และกินง่าย นิยมกินอาหารที่สดใหม่ อาหารสุกแล้ว อาหารประเภทเนื้อปลา ผักพื้นเมือง ข้าวเจ้า ไม่นิยมกินอาหารใส่กะทิหรือทอด | ||||
| การเก็บรักษาอาหารไว้หลายๆ วัน โดยมีวิธีการถนอมอาหารแบบธรรมชาติเช่น ตากแห้ง การทำเค็ม หรือการดองเปรี้ยว ไม่มี | ||||
| การใช้สารปรุงแต่งอาหารประเภทสารสังเคราะห์ เช่น สารกันบูด สารกันรา ผงชูรส อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยเบิ้งคือ แกงหัวลาน แกงไก่ | ||||
| สามสิบ และแกงบุก เป็นอาหารที่หากินได้ง่ายในท้องถิ่น | ||||
| ยานพาหนะ แบบจารีตนิยมของกลุ่มชนชาวไทยเบิ้ง (แถบลุ่มแม่น้ำป่าสัก) ที่ใช้อยู่มี 2 ชนิด คือ | ||||
| 1. ยานพาหนะทางน้ำที่ใช้ในแม่น้ำป่าสักอันเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญรวมทั้งเป็นแหล่งดำรงชีพได้แก่ เรือประเภทต่างๆ เช่น | ||||
| เรือหมู เรือพายม้า เรือมาด เรือต่อ เรือสำปั้น เรือแปะ ฯลฯ เรือเป็นที่เอกลักษณ์อย่างแท้จริงแถบลุ่มแม่น้ำป่าสัก เหลือเพียงบันทึกและคำบอกเล่า เช่น | ||||
| เรือหางแมงป่อง และเรือกระแชง เป็นเรือที่ใช้ประโยชน์การลำเลียงผลผลิตต่างๆ จากต้นน้ำป่าสักล่องลงมาแถบเมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งทำให้เกิด | ||||
| การเปลี่ยนแปลงหลายด้าน | ||||
| 2. ยานพาหนะทางบกที่ใช้เดินทางติดต่อไประหว่างชุมชนรวมทั้งใช้ในการประกอบอาชีพได้แก่ เกวียน และเลื่อน เป็นที่นิยมใน | ||||
| อดีต ชาวไทยเบิ้งนิยมใช้เกวียนสำหรับบรรทุกผลผลิตต่างๆ จากไร่นาหรือจากป่ากลับมายังหมู่บ้านโดยใช้วัวเทียม | ||||
| สังคม | ||||
| ชาวไทยเบิ้งเป็นสังคมสงบสุขมีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดีต่อกันเป็นครอบครัวขยาย ส่วนมากจะมีผู้สูงอยู่ในบ้านด้วยภายใน | ||||
| ครอบครัวประกอบด้วยสมาชิก พ่อ แม่ ญาติฝ่ายแม่หรือญาติฝ่ายพ่อ ลูกและหลาน เป็นครอบครัวใหญ่เหมือนครอบครัวทั่วๆ ไป | ||||
| ครอบครัวเป็นลักษณะแบบอัตตาธิปไตย คือ ผู้ใหญ่(ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่)ในครอบครัวเป็นผู้อาวุโส มีอำนาจเหนือทุกคนในบ้าน | ||||
| สมาชิกในครอบครัวมีความเกรงใจ เชื่อฟังและเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน | ||||
| การดูแลรักษาสุขภาพชาวไทยเบิ้ง เป็นชุมชนที่รู้จักดูแลรักษาอนามัยของชุมชนเป็นอย่างดี สมาชิกในชุมชนมีสุขภาพดี รู้จักรักษา | ||||
| ที่อยู่อาศัยให้สะอาด นิยมบริโภคเนื้อปลา ผักพื้นบ้าน รับประทานอาหารสุกทั้งหมด หากมีโรคภัยไข้เจ็บจะใช้สมุนไพรรักษา ภายในชุมชนไทยเบิ้ง | ||||
| มีหมอหลายประเภทการรักษาโรคเช่น หมอยาสมุนไพร หมอตำแย หมอรักษาโรคทางให้กำลังใจเช่น หมอน้ำมนต์ จึงทำให้สังคมชาวไทยเบิ้ง | ||||
| สงบสุขคนชุมชนมีสุขภาพดี | ||||
| สถาปัตยกรรมในลุ่มแม่น้ำป่าสักของชาวไทยเบิ้ง มีเอกลักษณ์เฉพาะเช่น | ||||
| 1. สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าแบบอาคารพบได้ในวัด ได้แก่ โบสถ์ หอไตร ร้านตักบาตร หอสวดมนต์ อาคารผสมผสานระหว่าง | ||||
| สถาปัตยกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคกลาง เช่น โบสถ์วัดจันทาราม และสถาปัตยกรรมแบบไทย เช่น หอไตรวัดภัณฑาพฤกษ์ หอสวดมนต์ | ||||
| วัดจันทาราม เป็นต้น | ||||
| 2. สถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวไทยเบิ้งแบบทรงไทยท้องถิ่นที่คล้ายกับเรือนไทยแบบโคราช แบบไทยลาวและ | ||||
| แบบไทยอื่นๆ | ||||
| ลักษณะที่น่าสนใจของบ้านในท้องถิ่นนี้คือ การทำฝาเรือน ที่ใช้วัสดุคือ ฝาฟาก ฝาค้อ เพราะต้นค้อที่นำมากรุแผงทำฝานั้นเป็นพืช | ||||
| พื้นถิ่นแถบล่มแม่น้ำป่าสัก ปัจจุบันนิยมสร้างบ้านเรือนไม้ใต้ถุนสูง หลังคาทรงปั้นหยา ทรงมนิลา | ||||
| วัฒธรรมกลุ่มชนชาวไทยเบิ้ง | ||||
| ภาษา ชาวไทยเบิ้งมีภาษาพูดคล้ายกับภาษาไทยภาคกลาง แต่มีเสียงวรรณยุกต์ต่างไปและนิยมลงท้ายประโยคด้วยคำว่า "เบิ้ง | ||||
| เดิ้ง เหว่ย ด๊อก" มีผู้เรียกภาษานี้ว่า ภาษาไทยเดิ้ง หรือภาษาไทยโคราช ด้านวรรณกรรมเก่าแก่ที่พบมีรูปแบบตัวอักษรที่เขียนคือ "อักษรไทยและ | ||||
| อักษรขอม" เป็นส่วนใหญ่ วัสดุที่ใช้เขียนเป็นสมุดไทยดำ สมุดไทยขาว(สมุดข่อย) และเขียนบนใบลาน เนื้อเกี่ยวกับนิทาน นิยาย คำสอนและ | ||||
| คติธรรม ตำรายา ตำราหมอดู และกฎหมาย เป็นต้น | ||||
| ศิลปกรรม ชาวไทยเบิ้ง ลักษณะคล้ายแบบศิลปกรรมของภาคกลาง แต่มีลักษณะพื้นถิ่นมาปะบนอยู่ด้วยมาก เช่น พระพุทธรูป | ||||
| ธรรมาสน์จิตรกรรม ศิลปกรรมบางชิ้นมีอายุเก่าแก่ถึงราวพุทธศตวรรษที่ 11 คือ พระพุทธรูปเคารพ (รูป) และที่สามารถกำหนดอายุศิลปกรรมได้ | ||||
| อย่างแน่ชัดคือ ศิลปกรรมแบบไทยสมัยอยุธยา มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 คือ พระพุทธรูปต่างๆ | ||||
| เครื่องดนตรีพื้นบ้านชาวไทยเบิ้งเขตลุ่มแม่น้ำป่าสักพบน้อยชิ้นที่สำคัญการละเล่นและการประดิษฐ์จะไม่มีความซับซ้อน เช่น | ||||
| เพี้ย ส่วนเพลงพื้นบ้านมีทั้งประเภทให้อารมณ์สนุกสนาน ครึกครื้น โดยใช้เครื่องดนตรีประกอบจังหวะ เช่น เพลงรำโทน แต่เพลงพื้นบ้านบางชนิดให้ | ||||
| อารมณ์แก่ผู้ฟังจากปฎิภานของผู้ขับร้องที่คิดเนื้อเพลงขึ้นสดๆ ใช้โต้ตอบหรือเกี้ยวพาราสี เช่น เพลงหอมดอกมะไพ เพลงพวงมาลัย เพลงระบำบ้าน | ||||
| ไร่ เพลงโนเน เพลงพิษฐาน เพลงช้าเจ้าหงส์ และเพลงโคราช เป็นต้น เพลงโคราชได้รับความนิยมสูงสุดมีผู้เล่นได้บ้างจนถึงปัจจุบัน | ||||
|
|
||||
| การละเล่นทั่วไปและกีฬาพื้นบ้าน จะเล่นในช่วงว่างเพื่อความสนุกสนานได้ฝึกฝนทักษะต่างๆ ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดี | ||||
| ต่อกัน การละเล่นไทยเบิ้งคล้ายกับการละเล่นในภาคอื่นๆ และชาวไทยโคราช เช่น | ||||
| - การละเล่นของเด็กได้แก่ มอญซ้อนผ้า งูกินหาง ขี่ม้าก้านกล้วย โพงพาง วิ่งเปี้ยว เป็นต้น | ||||
| - การละเล่นผู้ใหญ่ได้แก่ ลูกช่วง สะบ้า ต่อไก่ งูข้ามเส้า เบี้ยริบ เป็นต้น | ||||
| เป็นการละเล่นเพื่อความเพลิดเพลินและเล่นในเทศกาลต่างๆ เช่น ตรุษสงกรานต์หรือประเพณีกลาง บ้าน เพื่อความสนุกสนาน | ||||
| และยังสร้างความสามัคคีในชุมชน | ||||
|
ข้อมูลจาก สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี | ||||
|
http://library.rits.ac.th/il/lop/trad/trad21.html |
||||
|
จัดทำและพัฒนาโดย | ||||
|
กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดลพบุรี | ||||
|
ศาลากลางจังหวัดลพบุรี ชั้น 4 ถนนนารายณ์มหาราช อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี 15000 | ||||
|
โทร./โทรสาร 0 3641 1384 มท. 19122 , 19143 | ||||
|
E-mail : lopburi@moi.go.th | ||||